วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นิตยสารสวัสดี : สื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับรางวัล

http://3.bp.blogspot.com/-_mMIOHyVPR4/T04gbILOS6I/AAAAAAAAAOw/sltIs2vB5zs/s400/Sawasdee+July+2009001LR.jpg

           ถ้าพูดถึงนิตยสารทุกคนก็คงจะนึกถึงหนังสือที่วางขายกันทั่วๆ ไปตามร้านขายหนังสือ  จะมีสักกี่คนรู้ว่ายังมีนิตยสารฉบับหนึ่งที่ไม่มีวางขายที่ไหน  แต่ให้คุณอ่านกันฟรีๆ  เพียงแค่คุณเป็นผู้โดยสารของเครื่องบินสายการบินไทย  ในทุกการเดินทางคุณก็จะเห็นนิตยสารเล่มหนึ่งที่ใส่ไว้ในกระเป๋าที่นั่งด้านหน้า  นิตยสารเล่มนี้มีชื่อว่า  “สวัสดี(SAWASDEE)”
http://4.bp.blogspot.com/-seb-DmkkTiM/T04i0Mx2xBI/AAAAAAAAAO4/eyLgDCwUvKE/s200/2002-2-awards.jpg

             นิตยสารสวัสดี ของการบินไทยได้รับรางวัลในการประกวดการออกแบบสิ่งพิมพ์ ครั้งที่ 37 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักออกแบบสิ่งพิมพ์ (Society of Publication Designers) ที่นครนิวยอร์ก โดยนิตยสารสวัสดี ได้รับรางวัลในหัวข้อ "Design Features" และ "Photography: Reportage (story)"  ถามถึงเหตุผลที่เลือกสื่อสิ่งพิมพ์ชิ้นนี้มาวิเคราะห์  เนื่องจากเป็นสวัสดีเป็นนิตยสารที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน  นั่นก็คือเป็นหนังสือสำหรับผู้ที่สนใจการการท่องเที่ยว  อีกทั้งยังเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลอย่างเป็นสากลในเรื่องของการออกแบบและภาพ  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจของประเทศไทยเราด้วย

http://2.bp.blogspot.com/-lUJnChGrY7o/T04gUo04C_I/AAAAAAAAAOo/Pi5ycm3a8YI/s320/DSC00672.jpg

            กล่าวถึงในเรื่องของการออกแบบ  สวัสดีมีเอกลักษณ์  จดจำได้ง่าย  จุดเด่นของนิตยสารสวัสดีอยู่ที่การนำสถานที่ที่น่าสนใจ  และเป็นที่นิยมในขณะนั้นมาลงบนปกนิตยสาร  รวมถึงสถานที่ที่น่าสนใจ  เทศกาล  ศิลปะการแสดง  แหล่งท่องเที่ยวต่างๆของประเทศไทยก็ได้นำมาลงบนปกนิตยสารด้วย  ถือเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศของเราให้ทั่วโลกได้รู้จักไปในตัวอีกด้วย  การจัดวางองค์ประกอบของภาพมีสัดส่วนที่สมดุล  ไม่หนักมากจนเกินไป   สีสันของภาพมีความเหมาะสมตามการเลือกภาพแต่ละภาพมาใช้  เช่น  เลือกภาพแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  ก็จะใช้สีสันที่สดใส  สบายตา  ส่วนสถานในยามค่ำคืนก็จะเน้นโทนสีเข้มบ่งบอกถึงความงามของยามค่ำคืนได้ชัดเจน  ถือว่าเป็นการดึงดูดใจต่อผู้ที่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน  ทำให้ต้องเปิดเข้าไปดูเนื้อหาภายในเล่มได้โดยปฏิเสธไม่ได้
            ขนาดและรูปแบบตัวอักษรของนิตยสาร  มีการเลือกใช้สีที่ตัดกับภาพ  ทำให้ตัวอักษรไม่ถูกกลืนไปกับภาพพื้นหลัง  สร้างความสมบูรณ์ให้แก่ปกนิตยสารได้เป็นอย่างดี   ขนาดของตัวอักษรที่เป็นส่วนของชื่อนิตยสารมีความชัดเจนและอ่านง่าย  คำโปรยหรือข้อความแนะนำเนื้อหาเด่นภายในเล่มจัดวางไว้ได้เหมาะสม  ไม่หนักไปข้างใดข้างหนึ่งของหน้าปก  มีการเลือกบริเวณที่ดีข้อความใช้แบบอักษรอ่านง่าย  สีสันไม่จัดจนเกินไป  เมื่อมองในภาพรวมจะเห็นว่าเป็นนิตยสารที่มีความสมบูรณ์ในทั้งด้านภาพและตัวอักษร  แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของผู้จัดทำ
http://2.bp.blogspot.com/-5VBfFnqt8SI/T04m55hXTHI/AAAAAAAAAPo/lf_l0kPSnS0/s200/post-133-12636547579_thumb.jpg
http://3.bp.blogspot.com/-6yXnclDNboE/T04kfPrEUSI/AAAAAAAAAPI/XsHz0SejJFQ/s200/post-133-126365504104_thumb.jpg

            หนังสือได้จัดทำเป็น  2  ภาษาในเล่มเดียวกัน  ภายในเล่มมีการจัดวางเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ  แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  องค์ประกอบภาพมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับเนื้อหา  จัดวางได้ดีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป  ทำให้หนังสือน่าสนใจมากขึ้น  เพราะถ้ามีการจัดวางเนื้อหาที่อัดแน่นจนเกินไปผู้อ่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายก็เป็นได้  ภาพสีสันสดใสทั้งเล่มทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกที่ดีเมื่อได้เปิดอ่านนิตยสารฉบับนี้  

http://3.bp.blogspot.com/-uDNwFtbRK30/T04nnat0wuI/AAAAAAAAAPw/-6iuaNriTdU/s320/The_Beaches_Of_Thailand.jpg

            ไม่ว่าสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทใดก็ตามแต่เชื่อได้ว่า  “ความเอาใจใส่”  คือเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการออกแบบ  เพราะถ้าเจ้าของผลงานมีความเอาใจใส่ในตัวงาน  ผลงานที่ได้ก็จะไม่ดูหนักมากจนเกินไป  หรือเบาจนไม่น่าสนใจ  ถ้ามีความละเอียดอ่อน  เอาใจใส่  ผลงานก็จะมีความพอดี  ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับตัวของผลงานเมื่อออกไปสู่สายตาผู้อ่านหรือผู้บริโภค  นิตยสารสวัสดี  ก็เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนึ่งที่เจ้าของผลงานมีความใส่ใจในทุกๆรายละเอียด  จึงทำให้งานออกมาดีและเป็นที่ยอมรับจากสากลโดยมีรางวัลที่ได้รับเป็นเครื่องหมายยืนยัน  หากมีโอกาสได้เดินทางโดยสายการบินไทยรับรองได้ว่าจะไม่พลาดที่จะหยิบนิตยสารที่ชื่อว่า “สวัสดี” มาอ่านอย่างแน่นอน!!!


แหล่งข้อมูล...














วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

วิเคราะห์และอธิบายหลักการออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ตนเองชื่นชอบ


http://3.bp.blogspot.com/-2LPZv5FzZwM/TyDlBtVNBzI/AAAAAAAAAMM/0vkLF-wrzG4/s400/1-63.jpg

ตั๋วรถเมล์...สิ่งพิมพ์เรียบง่าย  ที่อยู่ใกล้ตัว
           สิ่งพิมพ์ที่ใครหลายๆ คนคงรู้จักกันดีในยุคนี้  แต่จะมีสักกี่คนที่สังเกตรูปลักษณ์  และการออกแบบของกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เรียกว่า “ตั๋วรถเมล์”   โดยส่วนตัวแล้วฉันเป็นคนที่ใช้บริการรถโดยสารประจำทางหรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า รถเมล์ อยู่เป็นประจำ  พอได้ลองสังเกตเจ้ากระดาษแผ่นเล็กๆ ดูอย่างตั้งใจ  ก็รู้สึกว่าสนใจว่ามันมีอะไรมากกว่าที่จะเป็นแค่เศษกระดาษ  เพื่อยืนยันการจ่ายเงินค่าโดยสารรถประจำทางเพียงเท่านั้น  สิ่งนี้เองทำให้ฉันอยากจะวิเคราะห์หลักการออกแบบของสิ่งพิมพ์ที่มีความเรียบง่าย และอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด  ดังเช่นตั๋วรถเมล์ใบเล็กๆ สิ่งนี้นั่นเอง
          ไม่น่าเชื่อว่าตั๋วเพียงหนึ่งใบจะสื่อความหมายหลายๆ อย่างเอาไว้ได้เป็นอย่างดี  หลังจากคิดที่จะวิเคราะห์เจ้ากระดาษแผ่นน้อยนี้แล้ว  จึงได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของตั๋วรถเมล์  จึงได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นไปอีกว่ากระดาษแผ่นเล็ก  เปรียบเหมือน “กระดาษมหัศจรรย์” ทุกตัวอักษร  ทุกตัวเลขบนแผ่นกระดาษมีความหมายในตัวของมันเองอยู่ทั้งสิ้น  ทั้งๆ ที่เราเองก็เคยสงสัยแต่ไม่เคยที่จะสนใจในจุดนี้  ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ที่ฉันได้รับเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ  ภายในตั๋วรถเมล์หนึ่งใบ  ในที่นี้จะพูดถึงรูปลักษณ์หรือองค์ประกอบภายนอกโดยรวมของตั๋วรถเมล์  กระดาษรูปทรงสี่เหลี่ยมแผ่นเล็กๆ  ซึ่งจากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมมานั้นพอจะวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบของตั๋วรถเมล์ตามความเข้าใจของเราเอง 

          สังเกตได้ว่าในเรื่องของความสมดุล  (Balance) ตั๋วรถเมล์มีการกำหนดจุดศูนย์กลางของชิ้นงาน  เห็นได้ชัดจากเมื่อเรามองภายในตั๋วก็จะเห็นตัวเลขพิมพ์ด้วยสีเข้มหนาเรียงกันอยู่ส่วนกลางของกระดาษอย่างเด่นชัด นอกจากนี้ตัวอักษรที่มีความหนาหนัก ก็จะมีภาพสีสว่างสดใสมาช่วยให้สว่างขึ้น  และการที่พื้นหลังสีอ่อนช่วยทำให้ตัวอักษรไม่ถูกกลืนไปกับพื้นหลังได้เป็นอย่างดี  ตัวอักษรในกระดาษมีการกระจายเท่ากันทั้งซ้ายขวาของศูนย์กลาง ถือว่าในเรื่องความสมดุลตั๋วรถเมล์จัดอยู่ในเกณฑ์ที่มีความสมดุลที่เหมาะสม 
ในเรื่องของความมีเอกภาพ (Unity) ตั๋วรถเมล์มีเอกภาพ  ดูได้จากลักษณะของการใช้ตัวอักษรในลักษณะเดียวกัน เลือกใช้สีจากชุดสีเดียวกัน มีการวางโครงร่างได้เป็นระเบียบในทิศทางเดียวกันได้อย่างเหมาะสม อาจจะยังมีตั๋วรถเมล์บางส่วนที่ใช้สีไม่ไปในทิศทางเดียวกัน  แต่ก็ถือว่าเป็นแค่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น 
  การเน้นจุดแห่งความสนใจ (Emphasis) ในส่วนบริเวณค่าโดยสารจะมีการทำพื้นทึบเป็นสีเข้มและตัวอักษรสีขาว  ทำให้ดูเด่นกว่าส่วนอื่นๆ ขึ้นมาได้เล็กน้อย  แต่ก็ไม่ถึงกับสะดุดตามากนัก  เนื่องจากสีของพื้นเป็นสีชุดเดียวกันกับทั้งแผ่นตั๋ว เรื่องของจังหวะ (Rhythm)  มีการเว้นช่องไฟที่ดี  ทำให้เมื่อมองภาพโดยรวมแล้วไม่รู้สึกอึดอัดตา สุดท้ายในเรื่องของความเรียบง่าย (Simplicity) ตั๋วรถเมล์เป็นสิ่งพิมพ์ที่ถือว่ามีความเรียบง่าย  จะเห็นได้จากการจัดวางตัวอักษร และตัวเลขที่ไม่มีความสลับซับซ้อน ซึ่งทำให้ง่ายต่อการรับรู้ของผู้อ่าน
จากการวิเคราะห์หลักการออกแบบตั๋วรถเมล์ข้างต้นตามความเข้าใจของตนเองแล้ว  รู้สึกได้ว่าตั๋วรถเมล์มีขั้นตอนการออกแบบที่ดี  มีความเหมาะสมในภาพโดยรวมแล้ว  ถือว่าเป็นสิ่งพิมพ์ขนาดเล็กที่ให้ความใส่ใจกับรายละเอียดของการผลิตได้เป็นอย่างดี  อาจจะมีข้อบกพร่อง  ไม่เรียบร้อยบ้าง  แต่โดยรวมก็ถือว่ามีความเป็นแบบแผน  และทิศทางที่ชัดเจนในการผลิต  หากถ้าใครได้ลองใช้เวลาสักนิดเพื่อสังเกตตั๋วรถเมล์ในมือของตนเองแล้วก็จะเข้าใจในสิ่งที่ฉันได้สื่อสารออกไป เชื่อว่าหลายๆคนก็ต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันได้บอกออกไปอย่างแน่นอน  เพียงแค่คุณได้ลองเปิดใจ  ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเศษกระดาษใบเล็กๆหนึ่งใบเพียงเท่านั้น...
http://3.bp.blogspot.com/-XuojqLl6RC4/TyFVMappQPI/AAAAAAAAAM0/l_tRZyECzZM/s320/7qHdC1210695479-1.jpg

http://1.bp.blogspot.com/-dxFdI0MCSGE/TyFl_y7afZI/AAAAAAAAANM/byjejPGdLtU/s200/tk03.jpg


แหล่งข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
http://student.nu.ac.th/saomee/lesson3.html
http://www.bangkokprint.com/index.php?knowledge=knowledge47
http://www.supremeprint.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538976245


               _____________________________________
เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย...เกี่ยวกับ “ตั๋วรถเมล์”

http://3.bp.blogspot.com/-IjK2p_7YOec/TyFELtDyRZI/AAAAAAAAAMc/yGibK3q8RNQ/s320/62290_70.jpg

         1. เลข 1-15 หมายถึง ตัวเลขแทนช่วงระยะทาง ตัวเลขเหล่านี้หมายถึงระยะทางที่กรมการขนส่งได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ซึ่งรถเมล์ทุกสายไม่ว่าจะเป็นเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือรถร่วมบริการต้องใช้ร่วมกัน อย่างเช่นเลขที่แทนช่วงระยะทางที่ 1 ก็จะมีระยะทางตั้งแต่ตลาดอตก.3 เลี้ยวถึงถนนประชาราษฎร์ ระยะทางที่ 2 ก็จะมีระยะทางตั้งแต่ถนนประชาราษฎร์ถึงสะพานพระราม 7 เป็นต้น ตัวเลขแทนช่วงระยะทางนี้จะมีมากกว่าหรือน้อยกว่า 15 ช่วงระยะก็ได้ ขึ้นอยู่กับองค์กรที่ให้บริการว่าจะให้บริการเส้นทางที่ใกล้ไกล มากน้อยขนาดไหน
            นอกจากจะแทนช่วงระยะทางแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ยังสามารถบอกให้กับผู้โดยสารและนายตรวจตั๋วได้รู้อีกว่า ผู้โดยสารขึ้นจากรถเมล์ป้ายไหน และนับเป็นช่วงระยะทางที่เท่าไหร่ และถ้าเป็นรถเมล์ที่จ่ายเงินตามระยะทาง ก็จะบอกถึงราคาในแต่ละระยะทางอีกด้วย 
         2. โลโก้ของบริษัท บริษัทที่ให้บริการผู้โดยสารขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะใช้โลโก้แบบไหน ถ้าหากเป็นรถของขสมก. ก็จะเป็นตราของขสมก. แต่ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ก็จะมีตราบริษัทที่ต่างกันออกไป จะเห็นได้จากตั๋วใบนี้ที่โลโก้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ BSS

         3. เลขรหัสม้วนตั๋ว เป็นเลข 3-4 หลักแรก (ซึ่งในแต่ละองค์กรที่ให้บริการจะกำหนดไม่เท่ากัน) ใน 7 หลัก ซึ่งจะแทนเส้นทางการเดินรถที่ทาง ขสมก. กำหนดขึ้น รวมทั้งยังแทนสายรถเมล์สายนั้นๆ ด้วย

         4. เลขจำนวนผู้โดยสาร เป็นเลข 3-4 หลักต่อท้ายจากเลขรหัสม้วนตั๋ว ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 000 ในทุกๆ ม้วนตั๋วและจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้โดยสารในแต่ละวัน รู้อย่างนี้แล้วใครที่อยากได้ตั๋วที่ลงท้ายด้วย 000 ไปรอกันที่ท่ารถตั้งแต่รถออกได้เลย

         5. เลขหมวดตั๋ว เป็นเลขที่แทนรอบการผลิตตั๋วและแทนรถเมล์สายนั้นๆ ซึ่งจะมีตั้งแต่ 1-1000 เลยทีเดียว อย่างเช่นตั๋วรถเมล์ในรูปนี้ เลขหมวดตั๋วคือ 55

         6. สีของตั๋ว สีของตั๋วนอกจากจะบอกถึงราคาแล้ว สำหรับรถเมล์ปรับอากาศคำนวณราคาตามระยะทางยังสามารถบอกถึงช่วงระยะในการเดินทางของผู้โดยสารอีกด้วย

แหล่งข้อมูลhttp://www.hflight.net/forum/m-1251967996/

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

อิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์...“หนังสือเรื่องย่อละคร”


               ในยุคที่ผู้คนกำลังแข่งขันกันสูงตั้งแต่เรื่องของการศึกษา  การทำงาน  การบริหารในระดับท้องถิ่น  ระดับประเทศ ต่อไปจนถึงระดับโลก  ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เกิดภาวะเครียด กันเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ รอบๆ ตัวเราด้วย  ตัวอย่างเช่น  เรื่องการเมือง  เศรษฐกิจ  ยาเสพติด ปัญหาความแตกแยก เป็นต้น  ทำให้ผู้คนจำนวนมากหาทางผ่อนคลายโดยการสร้าง “ความบันเทิง” ให้กับตนเอง  ละครโทรทัศน์จึงถือว่าเป็นวิธีการคลายเครียดให้กับผู้คนทุกช่วงวัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งต้องรับชมในปริมาณที่พอเหมาะพอดีด้วยถึงจะเรียกว่าเป็นการผ่อนคลายได้จริงๆ

                 หนังสือเรื่องย่อละคร...ถือว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือบันเทิงคดี  มีอิทธิอย่างมากต่อคนในสังคมไทย  โดยเฉพาะกลุ่มสาวๆ  (วัยรุ่น และวัยทำงาน)  เช่น เด็กนักเรียน  สาว office  แม่บ้าน เป็นต้นละครทางโทรทัศน์ช่วยสร้างความบันเทิงให้กับทุกคนหลังจากตึงเครียดมาทั้งวัน  ช่วงเวลาในการชมละครจึงเป็นเวลาที่ได้พักผ่อน  และคุณเคยเป็นไหม? เวลาเรารู้สึกชอบละครเรื่องอะไรมากๆ แต่เหมือนความสุขของเราขาดตอน  เพราะเวลาจำกัดต้องรออาทิตย์ถัดไป  หนังสือเรื่องย่อละครจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่อยากให้ความสนุกขาดตอนไป  จึงทำให้มีหนังสือมีวางขายอยู่มากมายตามแผงหนังสือ   ร้าน 7-Eleven  รวมถึงร้านหนังสืออย่างแพร่หลาย ซึ่งมีทั้งละครไทย  และละครต่างประเทศ(เกาหลี)
http://3.bp.blogspot.com/-m-bViYle-Cs/TwsJ5zerRMI/AAAAAAAAAKk/dqgvtDdA4Yw/s320/book.jpg

                อิทธิพลจากหนังสือเรื่องย่อละครเป็นผลมาจากละครทางโทรทัศน์  เรื่องใดได้รับความนิยมมากเรื่องนั้นก็จะขายดีเป็นพิเศษ  เพราะคนติดเรามักเสพติดความบันเทิง  พูดถึงอิทธิพลของหนังสือเรื่องย่อละครแล้ว  ก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบ  ก็อยากจะนำเสนอด้านดีๆ ของการอ่านหนังสือประเภทนี้กันก่อน  อันดับแรกก็คือ  ผู้อ่านจะรู้สึกเพลิดเพลินใจ  มีความสุข  จากละครที่เราชื่นชอบ  นอกจากนี้ยังสามารถนำไปคุยกันในกลุ่มเพื่อนได้  เพราะบางทีถ้าเราไม่ได้อ่าน  เราจะคุยกับเขา “ไม่รู้เรื่อง”  ซึ่งโดยนิสัยของผู้หญิงแล้ว  บางทีเรื่องเล็กน้อยก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับความรู้สึกของใครหลายๆ คน  การอ่านหนังสือทำให้เรารู้เนื้อหาก่อน  ก็จะทำให้เรามีความเข้าใจในการชมละครมากยิ่งขึ้น  เรียกได้ว่าหนังสือมีอิทธิพลทางด้านจิตใจอย่างสูงเลยทีเดียว  เคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่งเขาบอกกันว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีอารมณ์  อยู่เหนือเหตุผล เมื่อลองคิดตามดูแล้ว  ก็ต้องขอสนับสนุนคำพูดประโยคที่ว่านี้
                มีด้านบวก  ก็ต้องมีด้านลบเป็นเรื่องธรรมดา  เพราะไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด  อิทธิพลทางด้านลบของหนังสือประเภทนี้ก็มีให้เห็นง่ายๆคือ  ถ้าเราติดมากจนเกินพอดีหนังสือก็จะเป็นสิ่งเสพติดขนานดี  ชนิดที่เรียกว่าเสพติดไม่ต่างกับสารเสพติดต่างๆก็ว่าได้  อาจจะดูเหมือนแรงเกินไป  แต่ถ้าสังเกตดีๆ แล้วคนที่ติดมากๆ ก็จะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากจนเกินไป จนเบียดเบียนเวลาการทำงานของตนเอง  ทำให้เสียเวลาในเรื่องที่จำเป็น  มีผลกระทบต่อผู้อื่น  อาจจะเป็นได้ทั้งเพื่อนร่วมงาน   คนรอบข้างเกิดความไม่พอใจ  ทำให้งานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย  อาจจะส่งผลกระทบต่อองค์กรที่ตนเองทำงานอยู่  นอกจากนี้แล้วคนที่อ่านหนังสือประเภทนี้ทำให้รู้เรื่องล่วงหน้า  เมื่อร่วมรับชมละครพร้อมกับผู้อื่นที่ไม่ได้อ่านมาก่อนก็จะทำให้บุคลรอบข้างไม่พอใจได้  แล้วความสนุกสนานเพลิดเพลิน  ก็จะลดน้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน
                เราจะเห็นได้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์เกือบทุกประเภทมีอิทธิพลต่อตัวของเราเอง  ขยายวงกว้างไปสู่ผู้คนรอบข้าง  สังคมไทย  ต่อไปจนถึงสังคมโลก  อาจจะดูไม่น่าเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะทำให้เกิดอิทธิพลได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้  แต่คุณอย่าลืมสิว่าเรื่องใหญ่ๆ  มักจากเริ่มต้นจาก จุดเล็กๆ เสมอ  ซึ่งฉันก็เชื่อในสิ่งที่ว่านี้  โดยสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ใครเลยนอกจากตัวของเราเอง  จากปากต่อปาก จากที่หนึ่งไปสู่ที่อีกแห่งหนึ่ง  ต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆขยายวงกว้างไปจนไม่มีที่สิ้นสุด  ตราบเท่าที่ชีวิตของเราจะอยู่รอดูความเปลี่ยนแปลงนั้นได้  ฉันเชื่อว่าหนังสือเรื่องย่อละครก็เป็นสื่อสิ่งพิมพ์อีกประเภทหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากระดับหนึ่งในขณะนี้  มันอาจจะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ  จากคนหนึ่งคนที่มีความชื่นชอบ  ความสนใจ  ในเรื่องของความบันเทิง  อย่างเช่นละครโทรทัศน์  ได้หยิบหนังสือไปจ่ายเงิน  แล้วเดินออกจากร้านขายหนังสือ  เมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกประทับใจก็เอาไปบอกต่อ  เล่าสู่กันฟัง  คุยกันในกลุ่มเพื่อน  หลังจากนั้นเมื่อมีกลุ่มคนที่สนใจในสิ่งเดียวกัน  ก็จะเชื่อมโยงกันต่อไปเรื่อยๆ  จะเห็นได้ว่าอิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์ก็เหมือนดาบสองคม  มีด้านบวกก็ต้องมีด้านลบ  อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกหยิบมันมาใช้อย่างไรให้เป็นประโยชน์มากที่สุดกับตัวคุณเอง  บางทีคิดเล่นๆ หากเราลองหยิบอิทธิพลด้านบวกมาผสมกับด้านลบ  เราอาจจะได้ความลงตัว ที่คุณเองอาจจะคาดไม่ถึงก็ได้...         

http://3.bp.blogspot.com/-6abBaxUUW8E/TwsLulEmEwI/AAAAAAAAAK8/PJOcHB_NSrA/s200/ofkl71.jpg
http://2.bp.blogspot.com/-DZ_2fOBeobI/TwsMHzjOATI/AAAAAAAAALM/GiJzqlsDVQA/s1600/k03877.jpg

                       

http://1.bp.blogspot.com/-mRy4yuTACXs/TwsL5gI1pUI/AAAAAAAAALE/o8Qb8aAU8To/s1600/ayo3sb.jpg
http://2.bp.blogspot.com/-8AQa3gUrq1A/TwsLtgWxEoI/AAAAAAAAAK0/jG1JQdvnLtU/s200/cfchhg.jpg
http://4.bp.blogspot.com/-bs2rIgtVGsw/TwsMkiP6ncI/AAAAAAAAALU/TZ4tQdKdAIQ/s320/75u7a3.jpg

  

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สิ่งพิมพ์ที่ชื่นชอบที่สุด...ปุลากง

                                                       http://www.sabuyjaishop.com/shop/mixxbook/images/azdme2y0llgg2l3rqlia24420103327.jpg
         “ปุลากง”  หนังสืออ่านนอกเวลาที่ทำให้ผู้อ่านหลงรักการอ่านนิยายได้โดยไม่รู้ตัว  เริ่มต้นจากความจำเป็นที่ต้องอ่าน  แต่จบลงด้วยความรู้สึกดีที่ได้อ่าน  คืออิทธิพลที่ได้รับมาจากหนังสือเล่มนี้  ด้วยการดำเนินเรื่องที่ละเอียดเข้าใจง่าย  ไม่ซับซ้อน ใช้ถ้อยคำที่สละสลวย  และยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมไทยในชนบท โดยมีตัวดำเนินเรื่องคือคู่พระนาง รวมถึงบุคคลต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างสนุกสนาน  มีครบทุกรสชาติ เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย  เชื่อว่าใครได้ลองอ่านจะติดใจผลงานของคุณโสภาค  สุวรรณ  อย่างแน่นอน
                ความชื่นชอบในการอ่านของแต่ละบุคคลแตกต่างกันออกไป บางคนชอบที่จะอ่านหนังสือ  บทความ  นิตยสาร  วาราสาร  เป็นต้น  โดยไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าตนเองไม่ชอบการอ่าน  เพราะเพียงแค่เราสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ  เราก็จะศึกษาเรื่องนั้นๆ นี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการอ่านเบื้องต้นแล้ว  สำหรับฉันหนังสือเรียนคือยานอนหลับขนานดีก็ว่าได้  หนังสือนิยายจึงเป็นสิ่งที่ฉันชอบอ่านมากที่สุด  เรียกได้ว่าอ่านได้ไม่รู้จักเบื่อเลยก็ว่าได้  และปุลากงก็คือหนังสือนิยายที่ชื่นชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง  เป็นหนังสือแต่งดี  ที่ได้อ่านในอดีตตั้งแต่สมัยมัธยม  เมื่ออาจารย์ให้คำถามมาว่าชอบอ่านสิ่งพิมพ์อะไรมากที่สุด  หนังสือเล่มนี้ก็ผุดขึ้นมาทันที  ด้วยเพราะเราไม่เคยลืมความทรงจำดีๆ เมื่อได้อ่านเรื่องนี้ก็คงเป็นได้  หลังจากนั้นเราจึงได้กลับมาอ่านหนังสือเรื่องนี้อีกครั้งเพื่อรื้อฟื้นรายละเอียดของเรื่องที่ลางเลือนไป  ถ้าหากถามว่าชอบเรื่องนี้เพราะอะไร  ก็คงต้องตอบว่าเพราะหลงรักตัวพระนางของเรื่องที่ชื่อ “หนูตุ่น”  กับ “นายเข้ม” ที่แสดงถึงมุมมองของชีวิตครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป  การเลี้ยงดูที่แตกต่างกันไป  บุคลิกที่แตกต่างกันสุดขั้ว  แต่มีอุดมการณ์เดียวกันคือ การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  นอกจากตัวละครที่ทำให้เราประทับใจได้แล้ว  ฉันคิดว่าเพราะเนื้อหาที่น่าสนใจที่ผู้แต่งสามารถทำให้ผู้อ่านเดาเหตุการณ์ของเรื่องต่อไปล่วงหน้าไม่ได้  ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้อ่านและลุ้นว่าต่อไปเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร  ทำให้เราสนุกที่จะติดตาม  อีกถ้อยคำที่สละสลวย  การใช้คำพูดต่างๆ ที่ทำให้เราเข้าถึงเนื้อหาได้เป็นอย่างดี  ประกอบกับการสอดแทรกเนื้อหาที่นางเอกเป็นพัฒนาการเข้าไปพัฒนาท้องถิ่นในชนบทต่างศาสนากันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราประทับใจ  ทำให้ได้รู้ว่าไม่จะศาสนาใดก็สามารถอยู่ร่วมกันได้  รู้จักการมีประชาธิปไตยในชุมชน  นอกจากนี้ยังแฝงเรื่องความรักชาติ  ความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดินไทยได้ไว้อย่างแนบเนียน  เป็นกันกระตุ้นการสร้างความรักชาติของเราได้อย่างงดงาม  เชื่อว่าถ้าใครได้ลองอ่านนิยายเรื่องนี้อาจจะวางไม่ลงก็เป็นได้
             หลายคนคงสงสัยว่า “ปุลากง”  คืออะไร ถ้าไปถามคนในจังหวัดปัตนีเขาก็อาจจะร้องอ๋อ แต่ถ้าเป็นพวกเราคนจังหวัดอื่นๆ ก็คงจะสงสัยจึงต้องอ่านเรื่องนี้ดู ถึงจะร้องอ๋อ  ว่าปุลากงคือตำบลเล็กๆ ของจังหวัดปัตนีนั้นเอง  เมื่ออ่านเรื่องจะรู้ได้เลยว่าทำไมถึงต้องชื่อเรื่องปุลากง  ไม่ต้องสงสัยก็เพราะเหตุการณ์หลายๆอย่างเกิดขึ้นที่นั้น  ความรักของพระนางก็เกิดขึ้นในที่แห่งนี้ด้วย  จากที่กล่าวมาแล้วว่า หนูตุ่นนางเอกของเรื่องเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ไม่ค่อยอ่อนหวาน และเข้มแข็ง สู้งานหนักเบาทุกอย่าง พูดได้ว่าผู้ชายหลายคนต้องอาย จบปริญญา 2 ใบจากรั้วธรรมศาสตร์ อยู่กับแม่สองคนและภายหลังแม่เสียชีวิต เหลือตัวคนเดียวจึงสมัครเป็นพัฒนากรเพื่อให้ลืมความเศร้าที่คิดถึงแม่  ได้ไปพัฒนาตำบลปุลากง และพระเอกของเรื่อง นายเข้ม ชายหนุ่มที่หล่อเข้ม เหมือนชื่อตัวเอง ค่อนข้างจะเป็นคนแข็งกระด้าง ด้วยปมปัญหาครอบครัว แต่ก็เป็นคนมีความรู้ความสามารถ  เป็นนายตำรวจใหญ่ด้วยความสามรถของตัวเองล้วนๆ ได้ไปเจอกับนางเอกครั้งแรกที่ปุลากง เพราะได้ไปประจำการณ์อยู่ในตัวอำเภอที่ปัตนี ตำบลนี้อยู่ในความดูแลของเขา  เหมือนพรหมลิขิตเล่นตลก  จากเพื่อนข้างบ้านในสมัยเด็กที่ไม่สนิทกันเลย  แต่การได้มาพบกันอีกครั้งในอีกที่หนึ่งกลับกลายเป็นบ่อเกิดของความรู้สึกที่เรียกว่า “ความรัก”  หลายๆ เรื่องราวเกิดขึ้นที่ปุลากง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ของความรักของทั้งคู่  นอกจากนี้ยังได้เกิดการเรียนรู้ถึงขนบธรรมเนียม  ประเพณีความเชื่อของผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลาม  ความรักความผูกพันของชาวบ้านกับนักพัฒนากร  ปัญหาโจรใต้  การปลูกจิตสำนึกความรักชาติ รักแผ่นดินเกิดให้กับเด็กในชนบท  การเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ให้กลับมาสู่ความถูกต้อง  โดยเริ่มจากผู้นำท้องถิ่น  เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมายสร้างความตื่นเต้น  สนุกเศร้า เคล้าน้ำตาไปได้ตลอดทั้งเรื่อง  มีประโยคประทับใจอยู่หลายประโยคที่ตัวละครในเรื่องได้พูดไว้  ตัวอย่างเช่น
พระเอกของเรื่องได้นึกถึงชีวิตตัวเองที่เติบโตมาได้นั้นจำดีจะชั่วนั้นอยู่ที่ตัวเอง เขากล่าวถึงบุคคลที่เป็นเจ้าของบทกวีลือชื่อเกอเธ(Goethe) ซึ่งได้ตั้งคำถามว่า... “เหตุใดเราจึงมองเห็นดวงอาทิตย์” มีหลายคนได้เสนอคำตอบ แต่หาคำตอบที่ถูกต้องไม่ เขาได้สรุปว่า “นั่นเป็นเพราะมนุษย์มักไม่มองดูตัวเองเสียก่อน” เขามีคำตอบให้กับตัวเองได้ไพเราะว่า  “เราจะมองเห็นดวงอาทิตย์ต่อเมื่อเราลืมตานั่นเอง”  มีคนถามนางเอกว่าทำไมจะต้องมาเป็นพัฒนากรให้ลำบากอยู่บ้านไม่สุขสบายมากกว่าหรือ  ไม่ต้องมาอดทนลำบากเพื่อคนอื่นในชนบทเช่นนี้  นางเอกตอบไปว่า... “อุดมคติที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานเพื่ออะไรสักอย่างก็ได้เพื่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม  ถึงจะชั่วระยะเวลาสั้นก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเสียเลย... พวกเราเวียนว่ายอยู่ในสังคมที่ทำเพื่อให้พ้นไป  ปัดความรับผิดชอบกันเป็นช่วงๆ เรียนเพื่อรับปริญญาบัตร  สำหรับถ่ายรูปหรูหราและพูดกับคนทั่วไปว่าเป็นปัญญาชน  แต่จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่นั้น  มีส่วนน้อยที่คำนึงถึงว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง...”  นางเอกเปรียบอาชีพของตัวเองกับช่างตัดเสื้อว่า... “ฉันก็เหมือนช่างตัดเสื้อที่ยินดี  เวลาคนสวมใส่พอใจ  แต่งานของฉันใช้เวลาประเมินผลยาวนานกว่าเท่านั้น”   เพื่อนสนิทของนางเอกพูดถึงเรื่องความรักให้ฟังว่า... “...ความรักที่แท้จริงไม่เลือกเวลา  บุคคล  และสถานที่  ความพอเหมาะพอดีต่างหาก”  ชาวบ้านกล่าวขอบคุณนางเอกที่มาพัฒนาบ้านของตน และกล่าวว่า... “...ศาสนาคือดวงประทีปที่ส่องแสงสว่างให้แก่มนุษย์ให้สละความชั่วทำแต่ความดีทำใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง...ศาสนาไม่ใช่เครื่องแบ่ง  เชื้อชาติพุทธหรืออิสลาม  ก็เป็นคนชาติเดียวกันคือไทย... จะต้องสามัคคีกัน  และพวกเราชาวชนบท  เป็นรากฐานแห่งความมั่นคงของชาติ  เราจะต้องพัฒนาเรื่อยไปไม่หยุดยั้ง  เพราะถ้าหยุดเราจะล้าหลังขาดความเจริญไม่ทันในเมืองหรือต่างประเทศเขาเลย...”  คำพูดที่ได้ยกมาข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในเรื่องเท่านั้น  หากใครได้อ่านดูจะรู้ว่ามีประโยคดีๆ ที่นำมาปรับใช้ในชีวิตของเราได้อีกมากมาย
หนังสือที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว  สำหรับฉันปุลากงคือ “หนังสือที่เป็นความทรงจำที่ดีที่สุด” หลายๆ เรื่องราวภายในเรื่องสามารถนำมาปรับเข้าใช้ได้จริงในชีวิตของเรา  บางเรื่องทำให้เราฉุกคิด  เตือนสติให้เราได้  ฉันว่าคุณค่าของงานเขียนอยู่ที่เราได้รับอะไรจากการอ่านบ้าง  แล้วเรานำสิ่งที่ได้ไปทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ต้องขอขอบคุณเจ้าของผลงาน โสภาค สุวรรณ  ที่ได้ประพันธ์หนังสือดีๆ ให้เราได้อ่าน  ฉันเชื่อว่าจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  หลายๆ คนก็คงอยากจะรู้จักว่า  หนังสือเล่มนี้หน้าตามันเป็นอย่างไร  หรือบางคนอาจจะอยากลองอ่านดูก็เป็นได้  ถึงแม้ถ้าใครได้ลองอ่านดูได้ไม่ประทับใจเท่าที่ควร ฉันก็ไม่เสียใจเพราะคนเราไม่จำเป็นที่จะมีความชื่นชอบเหมือนกันหมด  ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่าน หวังว่าคุณจะมี ปุลากง เป็นหนึ่งในหนังสือที่คุณรู้สึกดีๆเมื่อได้เปิดอ่านนะคะ